ตู้ ATM ตัวการโลกร้อน

posted on 10 Jul 2008 00:09 by goheng

เวลาที่ผมเดินผ่านย่านชุมชน ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย และก็เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเช่นกัน ผมมักจะรู้สึกแปลก ๆ  ไม่ผิดหรอกถ้าย่านชุมชนจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ชีวิตคนเมืองมันเปลี่ยนแปลงมาแล้วตั้งครั้งกะโน้น ตั้งแต่ที่ระบบทุนนิยมของพวกตะวันตกมันเข้ามา

หลากหลายกระแสต่อต้านโลกร้อน ให้งดใช้ถุงพลาสติกมั่งล่ะ ปลูกต้นไม่มั่งล่ะ ประหยัดไฟมั่งล่ะ แต่ไหงข้อหลังนี้กลับไม่ค่อยได้รับการสนันสนุนเท่าที่ควร เคยสังเกตุไหมว่า ตู้ ATM ที่เรากดเงินกันอยู่ทุกวันนี้มันช่างสะดวกสบายเสียเหลือเกิน มีให้กดทุกที่ มีทุกธนาคาร ให้คุณได้เลือกกดได้ตามใจชอบ แล้วคุณเริ่มรู้สึกไหมว่ายิ่งนับวันตู้ ATM ยิ่งหากดง่ายขึ้นทุกที ๆ ทั้งที่แต่ก่อนนี้บัตร ATM ยังไม่เป็นที่นิยม แล้วหากดเงินยากเสียเหลือเกิน

ตู้ ATM ที่เห็นทุกวันนี้ เรียกได้ว่ามีแทบทุกร้าน 7-11 รวมไปถึงร้านค้าทั่วไปที่มีที่ว่างหน้าร้าน ก็จะมีตู้ ATM ผุดขึ้นมาให้เห็นอยู่ร่ำไป คงเป็นผลทางธุรกิจที่ร้านไหนรับเอาตู้ ATM มาติดตั้งหน้าร้านจะได้รับค่าเช่าอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เสียที่ให้เพียงประมาณ 2 ตารางเมตรเท่านั้น กำไรเห็น ๆ ใครมีหน้าร้านว่าง ๆ ก็ยอมให้ตู้ ATM มาติดตั้งกันอย่างเมามันส์

ลองคำนวณดูว่าตู้ ATM ตู้หนึ่งจะใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนเท่าไรต่อวัน พอดีผมไม่มีข้อมูลจึงได้แต่ลองเดา ๆ ดู ว่ามันเยอะ ถึงเยอะมาก ทั้งหน้าจอ และไฟที่กระพิบ ๆ (บางตู้มีเสียงเพลงขับกล่อมด้วย) ที่ติดอยู่ตลอด 24 ชม. ถามว่าจะมีใครมานั่งกดเงินตลอด 24 ชม. และทุกตู้สามารถใช้กดเงินได้ทุกธนาคาร  ขอถามอีกว่าในเมื่อกดเงินได้ทุกธนาคารจะมีตู้ของแต่ละธนาคารไปเพื่อ... (บางที่ 2 ตู้ 2 ธนาคารอยู่ติดกัน)

ร่วมมือกันดีกว่าไหมครับ ถ้าเห็นแก่โลกของเรา อย่าเห็นแต่เพียงเหตุผลทางธุรกิจเลย  ออกประกาศปาว ๆ ร่วมมือกันลดโลกร้อน โดยได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร...ตู้ ATM แดกไฟมหาศาล มีอยู่ทั่วเมือง ขอแนะนำว่าให้ติดตั้งระบบสแตนบายซะ (ไม่กด ก็ไม่กินไฟ) และยุบตู้เป็นส่วนรวมซะ (ตู้เดียวกดได้ทุกธนาคาร ไม่ต้องสังกัดธนาคารไหน) คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอกครับ เผื่อว่าการลดโลกร้อนจะไม่ใช่กระแสเหมือนการประหยัดไฟเบอร์ห้า...บ้าเห่อ อีกต่อไป      

อะไรอย่างงี้

posted on 16 Jun 2008 12:04 by goheng

 "อะไรอย่างงี้"      

คุณรู้หรือไม่ว่า วลีที่ติดปากคนเรามากที่สุด ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร มีความรู้แค่ไหน คุณจะเป็นต้องเอ่ยคำนี้ออกมา นั่นคือคำว่าอะไร       

คำตอบคือ "อะไรอย่างงี้"       

จากผลสำรวจของ โกเฮงโพล พบว่า ร้อยละ 93 ของบุคคลที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่สามารถพูดได้รู้เรื่อง มักจะเอ่ยวลีว่า "อะไรอย่างงี้" ปิดท้ายประโยคเสมอ        

ประโยคที่มี "อะไรอย่างงี้" ปิดท้าย มักจะเป็นประโยคบอกเล่าที่กล่าวถึงอะไรหลายๆอย่างอยู่ในประโยคเดียว ตัวอย่างเช่น         

นักวิชาการ 1 : คุณคิดว่า เด็กไทยสมัยนี้ มีพฤติกรรมการอ่านหนังสือ อย่างไรบ้าง        

นักวิชาการ 2 : ผมคิดว่า เด็กไทยเนี่ย มักจะอ่านหนังสือตามกระแสมากกว่า หนังสือไหนที่ดัง มีคนแนะนำให้อ่านก็อ่าน แล้วก็จะอ่านกันทั้งบ้านทั้งเมืองเลย ไม่อ่านเดี๋ยวจะเชย อะไรอย่างงี้ครับ        

นักวิชาการ 1 : แล้วคุณคิดว่าน่าจะมีเหตุผลมาจากอะไรครับ        

นักวิชาการ 2 : เหตุผลผมว่า น่าจะมาจาก การที่เด็กไทยไม่ค่อยสนใจอ่านหนังสือกันอยู่แล้ว เลยไม่มีจุดยืนในการอ่าน หรือไม่มีแนวหนังสือที่ตนเองสนใจจะอ่าน อะไรอย่างงี้ครับ         

จะเห็นได้ว่า เป็นธรรมชาติของคนเราที่จะเอ่ยคำว่า "อะไรอย่างงี้" เพื่อเป็นการย้ำสิ่งที่เพิ่งพูดจบไปให้หนักแน่นขึ้น ซึ่งจากผลสำรวจในคนหลายๆระดับ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่แม้ค้าในตลาดสด เป็นอัตราส่วนของผู้ที่พูดคำนี้มากกว่าผู้ที่ไม่พูดเลย อย่างชัดเจน        

เป็นที่น่าสนใจว่า จากการสำรวจในหมู่ของเด็กนักเรียนหญิงมัธยมปลายกลุ่มหนึ่ง ระหว่างการสนทนาของเด็กนักเรียนหญิงสองคน พบว่า ในระยะเวลา 2 นาทีที่กำลังสนทนาการ เด็กนักเรียนหญิงทั้งสองเอ่ยคำว่า "อะไรอย่างงี้" ไปมากกว่า 10 ครั้ง           

 ลองสำรวจดูว่าคนรอบข้างคุณ ได้เอ่ยคำว่า "อะไรอย่างงี้" ออกมาหรือไม่ รวมทั้งตัวคุณเองด้วย ถ้าพบว่าไม่ แสดงว่าคุณหรือคนรอบข้างคุณ คือ หนึ่งคนในจำนวนน้อยนิดที่มีวิธีการพูดไม่เหมือนใคร เป็นคนที่มีจุดยืนในการพูดเป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือ เป็นตัวของตัวเอง อะไรอย่างงี้ครับ!!?? 

 มาต่อจากเมื่อวาน

ขั้นที่ 4 ดูหน้าผู้กำกับ เป็นการรับประกันอีกระดับหนึ่งว่าถ้าเป็นหนังของผู้กำกับคนนี้เราจะไม่ผิดหวัง สมัยนี้ผู้กำกับหน้าใหม่เยอะ และฝีมือก็ดีด้วย ชื่อเสียงผู้กำกับจึงตัดสินอะไรไม่ค่อยได้ อย่างกรณีแฟนฉันที่สร้างกระแส หนึ่งในผู้กำกับแฟนฉัน ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าหนังจะออกมาอย่างแฟนฉันทุกเรื่องซะหน่อย ผู้กำกับหน้าเก่าก็พยายามทดลองกำกับหนังแนวใหม่ ๆ ดู ลองมันอยู่นั่น ดีก็ดีไป เจ๊งก็มาตกที่คนดู

ขั้นที่ 5 ดูหน้านักแสดง ส่วนมากคนที่ตัดสินใจไปดูหนัง พอเห็นหน้านักแสดงปุ๊บ ก็ไม่รอช้าทันที ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดนิดหน่อย นักแสดงมีคุณภาพก็ไม่ได้หมายความว่าหนังจะดี (เช่นหนังที่เอาดาราช่อง 7 มาแสดง) แม้ว่าหน้าตานักแสดงดีอาจทำให้เราดูหนังได้อย่างเคลิ้มไปทั้งเรื่องก็ตาม นักแสดงหน้าใหม่ก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นเดียวกัน จะเกิดจะดับก็อยู่ที่ผู้กำกับนี่เอง

ขั้นที่ 6 ดูหน้าเพื่อนที่ไปดูมาก่อนแล้ว ให้ลองถามเพื่อนที่ไปดูมาแล้ว ขอแนะนำว่าเป็นเพื่อนที่สนิทและถ้าเพื่อนคนนั้นดูหนังเป็นก็จะดีมาก เพราะจะให้คำแนะนำประดุจนักวิจารณ์เลยทีเดียว ถ้าเป็นพวกที่แบบดูหนังสนุกทุกเรื่องก็อย่าไปถามมันเด็ดขาด พวกโฆษณาตามทีวีที่ไปสัมภาษณ์คนดูตามหน้าโรงก็อย่าไปเชื่อเด็ดขาด โกหกทั้งเพ ประมาณว่า "ฮามากเลยค่ะ" "มันส์มากจนไม่อยากลุกไปฉี่เลย" "น่ากลัวมากเลยค่า ไม่ไหวแล้ว" อย่าไปเชื่อมัน!!! เพราะที่ถามเป็นการจัดฉากหรือไม่ก็เอาแต่ที่คนดูชอบมาให้เราดู มันเป็นการตลาด

ขั้นที่ 7 ไปดูเอง เมื่อการดูทั้ง 6 ขั้นตอนผ่านมติของเราเองแล้ว ก็ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว ไปดูมันเลยดีกว่า

ขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดอาจจะยุ่งยากไปสักนิดถึงมากก็ตาม แต่ก็ขอให้ลองปฏิบัติตามดู ผลออกมาหนังเรื่องนั้นจะดีหรือห่วยก็อยู่ที่เราตัดสินเองแล้ว อย่างน้อยหนังที่เราเลือกและผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็เชื่อได้ในระดับหนึ่งว่าหนังเรื่องนั้นจะต้องไม่ห่วย และถ้าไม่มีหนังเรื่องไหนผ่านการพิจารณาเลยก็อย่าไปดูเลยมันเลย อดใจรอหนังดี ๆ เรื่องอื่นดีกว่า  

ถ้าเลือกดูหนังเป็น หนังไทยก็ไม่ห่วยหรอกครับ