ความตายอันงดงาม

posted on 22 Jun 2009 07:04 by goheng

จะมีหนังสักกี่เรื่องกันที่จะกล่าวถึง 'ความตาย' ได้งดงามเพียงนี้

และจะมีสักกี่คนที่จะมี 'ความสุข' ไปพร้อมกับ 'ความตาย'

http://www.nangdee.com/photoThumbnail/mpictures/m1879p/departures_p3YSIwjThu121233.jpg

สรรพชีวิตบนโลกนี้ต่างเดินหน้าเคลื่อนไหวไปตามวิถีของตนเอง ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ต่างก็ดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตของตนเองดำเนินได้ต่อไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แท้ที่สุดแล้วชีวิตทั้งหลายต่างก็ต้องมาบรรจบที่ 'ความตาย' อันเป็นสถานะสุดท้ายเหมือนกันทุกชีวิต ไร้หนทางที่จะหลีกเลี่ยงไปได้

ความตายนั้นมาพร้อมกับความทุกข์ ความสูญเสีย ความทรมาน หรือความเลวร้าย ต่าง ๆ นานา มนุษย์มากคนนักที่ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม จำต้องพยายามหลีกหนีความตายราวกับว่าจะหนีพ้นได้สักวัน และน้อยคนนักที่จะเข้าใจสัจธรรมว่าความตายคือสิ่งที่หนีไม่พ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้พยายามที่จะตายในเร็ววัน แต่หมายถึงการเรียนรู้ เข้าใจ และอยู่ร่วมกับความตายอย่างมีความสุข  

Departures บอกเล่าเรื่องราวของ โคบายาชิ ไดโงะ นักเชลโล่ ที่เพิ่งตกงานมาใหม่ ๆ และภรรยา โคบายาชิ มิกะ จึงตกลงกันว่าให้ย้ายไปที่จังหวัดยามางาตะ บ้านเกิดของเขาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น ขณะที่เขากำลังหางานใหม่ในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่นั้นบังเอิญไปเห็นประกาศรับสมัครงานที่เขียนว่า Departures รายได้ดี ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นบริษัททัวร์ท่องเที่ยว จึงตัดสินใจไปสมัครทันที แต่แล้วโชคชะตาก็นำพาให้เขาไปผูกพันกับความตาย เพราะบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจัดการศพ (Departures แปลได้ 2 ความหมายคือ การออกเดินทาง และ ความตาย) ไดโงะได้พบกับ ซาซากิ เจ้าของบริษัทที่รับเขาเข้าทำงานโดยที่ไม่ต้องสัมภาษณ์ใด ๆ เขาว่ามันเป็นพรหมลิขิต เป็นงานที่พระเจ้าประธานมาให้ไดโงะ ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ก็คือจัดการเตรียมร่างไร้วิญญาณให้ดูราวกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และนำเข้าโลง เพื่อเตรียมพร้อมกับงานศพต่อไป

ไดโงะ เมื่อได้เห็นกับความตายครั้งแรกในชีวิต เป็นธรรมดาที่ต้องรู้สึกถึงความเลวร้ายของความตาย น้ำตาของบรรดาญาติมิตรของผู้ตายคือความเศร้าโศกเกินกว่าที่เขาจะรับไหว ที่ถึงแม้เขาจะเคยสูญเสียแม่ไปเพราะความตายแล้วก็ตาม แต่ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้อยู่ดูหน้าแม่ก่อนจะสิ้นใจ เขาจึงไม่อาจเข้าใจความตายได้อย่างลึกซึ้ง ความตายจึงเป็นแค่การสูญเสียที่คอยย้ำเตือนให้นึกถึงความทุกข์อยู่ทุกครั้งยามที่นึกถึง อีกรอยแผลในจิตใจก็คือพ่อที่ทิ้งเขาและแม่ไปเมื่อนานมาแล้ว ภาพใบหน้าของพ่อจึงเป็นสิ่งที่ลางเลือนอยู่ในความทรงจำเกินกว่าที่เขาจะจดจำว่าพ่อคือผู้มีพระคุณ

ซาซากิพาไดโงะออกไปทำงานทุกหนแห่งที่มีความตายเกิดขึ้น รายละเอียดระหว่างที่กำลังส่งวิญญาณผู้ตายไปสู่สุขติ ทำให้ไดโงะเริ่มเข้าใจความตายมากยิ่งขึ้น ปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำจนหมดแรงและตายไปในที่สุด คือภาพที่เขาเห็นริมสะพานนั้น ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่พยายามอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี หนทางยืดชีวิต การรักษาพยาบาล การเสริมความงามชะลอความแก่ จึงเป็นเพียงการพยายามหลีกหนีความตายที่ไม่มีวันสำเร็จ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น สุดท้ายโชคชะตาก็พาไปสู่ความตายเช่นเดิม

มิกะ คนรักของไดโงะเองก็ไม่เข้าใจความตายที่เขากำลังคลุกคลีอยู่ เธอรังเกียจอาชีพของไดโงะ เขาพยายามอธิบายให้เธอฟังว่าความตายนั้นเป็นสิ่งธรรมดา แต่เธอก็ไม่เข้าใจถึงสัจธรรมข้อนี้จนต้องหนีกลับไป ไดโงะจึงต้องอยู่กับความตายตามลำพัง ซึ่งอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนเราต้องจากกันก็คือความตาย

จากความตายที่ไดโงะกลัว ภาพความตายที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อะไรบางอย่างบนใบหน้าที่สงบของผู้ตายทำให้เขาเห็นถึงความสงบสุขเบื้องหลังนั้น บางทีความตายอาจไม่ได้หมายถึงความทุกข์ของผู้ตายก็เป็นได้ หรืออาจมีเพียงญาติ ๆ ที่ร้องห่มร้องไห้อยู่รอบ ๆ ร่างไร้วิญญาณเท่านั้นเองที่ต้องมาทุกข์กับการพรากจาก หรือบางแง่มุมที่ไดโงะได้เห็น อาจเป็นความสุข?

ความตายของแม่ไดโงะเกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขายังไม่เข้าใจความตายดีนัก เมื่อป้าเจ้าของโรงอาบน้ำที่เขารู้จักเมื่อยังเยาว์ได้เสียชีวิตลง ประกอบกับความตายที่เขาคลุกคลีอยู่ทำให้เขามองความสูญเสียของคนรู้จักในอีกด้าน ดูเหมือนลุงแก่ ๆ ที่เป็นลูกค้าประจำของป้าจะเป็นผู้ที่เข้าใจความตายได้ดีที่สุด เพราะเขาคือเจ้าหน้าที่เผาศพผู้เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา ก่อนที่เขาจะกดปุ่มเพื่อเผาศพป้า เขากล่าวไว้ว่า "ความตายก็คืออีกวิถีหนึ่ง ไม่ใช่จุดจบ แต่คือการทิ้งปัจจุบัน เพื่อไปสู่อนาคต สู่วิถีที่แท้จริง" 

พิธีทำศพของป้าเป็นฝีมือของไดโงะเอง มิกะที่กลับมาพร้อมกับความเข้าใจในตัวไดโงะมากขึ้นก็มาร่วมพิธีด้วย ขั้นตอนการแต่งศพ อันพิถีพิถันถือเป็นการเคารพความตายอย่างที่สุด มิกะที่กำลังนั่งดูไดโงะทำพิธีกรรมอยู่ก็ได้เห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อและความุ่งมั่นของไดโงะ ว่าความตายที่อยู่ตรงหน้าหาใช่ความเลวร้ายอันใดไม่ ความตายคือเรื่องธรรมดาของสิ่งมีชีวิต ไดโงะผู้เรียนรู้อยู่กับความตายอย่างดีแล้วก็ได้เห็นความสุขของผู้ตาย อันเป็นความสุขแท้ของมนุษย์ที่หลุดพ้นจากความทุกข์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

ร่างไร้วิญญาณจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความงดงามที่สุดเท่าที่มนุษย์จะพานพึงพบได้ แม้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่จะไม่มีใครเคยรับรู้ถึงความสุขนั้นเลยก็ตาม แต่สักวัน 'ความตาย' ก็เป็นดั่ง 'ความสุข' ที่มนุษย์ทุกคนพึงสมควรได้รับ 

 

ผมหลับอยู่ครับ

หลับใหลเคลิบเคลื้มอยู่ในห้วงของฝันเฟื่อง

ดูเหมือนว่าฝันนั้น มันเกรอะกรังไปด้วยคราบขี้ฝุ่นต่างความขึ้เกียจ

คราบนั้นบ่งบอกถึงระยะเวลาอันยาวนานของมัน

ที่บ่มเพาะอย่างไรก็ไม่มีวันได้ที่

เพราะผมหลับอยู่นั่นเอง

หลังจากเปิดเทอมได้สัก 4 วัน วิชาเรียนวิชาที่ 3 ของสัปดาห์ก็มาถึง วิชาใหม่เอี่ยมอ่อง แต่อาจารย์ผู้สอนเป็นคนเดิมคือ อ.เกริก ยุ้นพันธ์ หลายคนอาจไม่รู้จัก แนะนำให้ลองหาใน google ดู รับรองกระจ่าง ผลกระทบจากการนอนดึกเมื่อคืนทำให้ผมมีอาการหลับค้างอยู่บ้าง นิ่ง ๆ เมื่อไรเป็นต้องไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ทุกที และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

ขณะที่อ.เกริกกำลังปลุกใจในชั่วโมงเรียนแรกของ วิชาการเขียนสร้างสรรค์สำหรับเด็ก (ผมเรียนเอกวรรณกรรมสำหรับเด็ก) ด้วยการนำหนังสือภาพของ อีริค คาร์ล นักแต่งนิทานเด็กเทคนิคคอลลาจชื่อก้องโลก มากระตุ้นต่อมความสามารถของผมอยู่นั้น พระอินทร์ก็มาชวนผมไปเข้าเฝ้าจนได้...(เขียนต่อไม่ได้ เพราะกำลังเข้าเฝ้าอยู่)

"เริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้!" เสียงกู่ก้องของอ.เกริก ทำเอาผมกลับลงมาจากเข้าเฝ้าอยู่ในทันที

ผมจำความได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผมได้ศึกษาหาความรู้กับอ.เกริกมากว่า 3 ปีนั้น ผมได้ยินประโยคนี้จากปากของอาจารย์นับครั้งไม่ถ้วน ทุกคราวที่อาจารย์จะแนะนำให้ลองทำอะไรใหม่ ไล่มาตั้งแต่ให้ หาหนังสือมาอ่านทุกวัน เข้าร้านหนังสือคิโนะทุกสัปดาห์ วาดรูปอย่าหยุด เขียนไม่มียั้ง หาของอร่อย ๆ กิน ไปพิพิธภัณฑ์ และอีกมากมาย อาจารย์จะปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า "เริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้" ทุกครั้งไป แต่เพราะเหตุไฉนเล่า ผมไม่เคย 'เริ่มต้น' เสียที อาจเป็นเพราะผมกำลังหลับอยู่

แต่วันนั้น..ผมตื่น

ไม่รู้เพราะอะไร ประโยคเดิม ๆ ที่ฟังจนชาชินเป็นอาจินจนรู้สึกเฉย ๆ ไปแล้ว จะทำให้ผมสะดุ้ง หลบหนีจากการเข้าเฝ้าพระอินทร์มาจนได้ ผมตื่นแล้ว แถมไม่มีขี้ตาหรืออาการงัวเงียแต่อย่างใด

ทุกอย่างที่ผมเคยคิด ทุกอย่างที่ผมเคยฝัน ผมจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เสียดายจัง ที่ไม่ได้ตื่นตั้งแต่ที่ได้ยินครั้งแรก

ผมเช็ดขี้ฝุ่นบนฝันของผม สะอาดเอี่ยมเลยแหละ

รู้อย่างนี้ ตื่นตั้งนานแล้ว

แล้วคุณคนที่อ่านอยู่ล่ะ..ตื่นรึยัง

     

 

ฮ่าฮ่า ในที่สุดก็เปิดเทอมเสียที หลังจากหยุดยาวไป 2 เดือน

อยากกินน้ำผลไม้ปั่น

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นวันเปิดเทอมวันแรกในชั้นม.6 ของผม ทุก ๆ ปี ผมจะจำความรู้สึกเวลาที่เปิดเทอมวันแรกได้เป็นอย่างดี ประหนึ่งกิจวัตรประจำชีวิตที่ต้องปฏิบัติมาตลอดการเรียนในการศึกษาภาคบังคับ

เดินไปสั่งน้ำผลไม้ปั่นรวมมิตรทุกชนิด

บรรยากาศของห้องเรียนใหม่ วิชาเรียนใหม่ อาจารย์คนใหม่ แต่เพื่อนหน้าเดิม เหมือนกับเป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ลึก ๆ ที่ต้องมาเจอะเจอกับสิ่งเดิม ๆ ทุกปี แต่ก็เหมือนเป็นความรู้สึกอยากอยู่ลึก ๆ เช่นเดียวกัน การได้กลับมาเจอหน้าเพื่อนที่หายหน้าหายตาไปนานทำให้ผมแทบจะอยากกระโดดกอดเพื่อนในทันทีที่เจอ เวลาเลิกเรียนเป็นเวลาที่นักเรียนหลายคนถวิลหา ซึ่งความรู้สึกตอนเลิกเรียนนี่เองที่ผมอยากกลับไปหามันอีกครั้ง อีกทั้งความตื่นเต้นที่จะได้เจอเด็กม.4 ที่ย้ายเข้าใหม่ก็ทำให้ผมอยากที่จะไปเห็นหน้าน้อง ๆ เหล่านี้ให้ไวที่สุด 

ยืนรอแม่ค้าปั่นน้ำให้อยู่

วันแรกของการเปิดเทอมใหม่คือวันที่ผมมีความสุขที่สุข เหตุผลข้อแรกคือยังไม่มีการเรียนการสอนในวันนี้ ข้อต่อมาคือการสนทนาสารพันเรื่องราวระหว่างผมกับเพื่อนแทบจะหาจุดจบไม่ได้ ข้อต่อมาอีกคือน้องม.4 หน้าจิ้มลิ้มจะย่างกรายผ่านหน้าให้ผมและเพื่อน ๆ ได้ชื่นชม ข้อต่อมาอีกหน่อยคือพักกลางวันกับอาหารในโรงอาหารที่(ลิ้น)สุดแสนจะคิดถึง ข้อต่อมาอีกนิดหน่อยคือวันแรกของการเปิดเทอมจะเลิกเรียนเร็วกว่าปกติ และข้อสุดท้ายผมและเหล่าผองเพือนจะออกไปหาที่เที่ยวกัน

ดูดเอื้อกแรก..หอมหวานอร่อยเสียนี่กระไร

วันถัดมาหลังจากเปิดเรียนวันแรก ความรู้สึกของผมก็ผสมปนเปกันไปหมด เบื่อ ชอบ สนุก เซ็ง สุข ทุกข์ และตลอดระยะเวลาอีก 4 เดือนกว่า ๆ ก็เป็นเช่นนี้ เหมือนน้ำผลไม้ปั่นที่รวมเอาผลไม้ทุกชนิดที่ผมทั้งชอบและไม่ชอบมาปั่นรวมกัน รสชาติมันจึงแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามผมก็ดื่มมันทุกวันไม่มีขาด

รสชาติเริ่มแปลก ๆ 

เนื่องจากช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาสุดท้ายในคราบนักเรียน วันเวลาที่ผ่านไป ผมเฝ้านับวันให้หมดไป เพราะความกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะเป็นนักศึกษาเต็มแก่ (อยากแก่ว่างั้น) ซึ่งมันต่อต้านกับการที่ผมเฝ้านับวันเวลาที่อยากให้ช่วงเวลาในชุดนักเรียนนี้อยู่ไปนาน ๆ (ก็ไม่ได้อยากแก่ซักหน่อย)--(เอ๊ะ! ยังไง) เพราะผมไม่อยากทิ้งความรู้สึกดี ๆ ระหว่างผองเพื่อนและบรรยากาศเรียนในวิชาพื้นฐานอย่าง คณิต อังกฤษ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ที่อีกหน่อยคงจะไม่ได้สัมผัสกันอีกแล้ว (หลังจากที่สัมผัสจนหนังด้านมาเกือบ 15 ปีเต็ม) ลึก ๆ แล้วในใจของผมยังคิดถึงช่วงเวลาของการเป็นนักเรียนอยู่นั่นเอง

แต่ยังพอกินได้อยู่นะ

ช่วงเวลาในชีวิตของผมช่วงนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนั้นชื่อ "Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์" ตรงนี้ผมไม่ขอบรรยายอะไรเลยละกัน เพราะว่าชีวิตของผมเหมือนในหนังเรื่องนี้เป๊ะเลย จนล่วงเลยมาถึงวันที่ผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวันแรก

ว้า..หมดซะแล้วล่ะ

แต่ว่าเอ๊ะ! เล่าไปเล่ามาทำไมมันแปลก ๆ ผมจึงลองกลับไปอ่านข้างบนที่เขียนมาแล้วดูใหม่อีกครั้ง อ๋า...ผมบอกไปว่าผมเพิ่งเปิดเทอมม.6 นี่นา แล้วนี่อะไร เข้ามหา'ลัยซะงั้น

อยากกินอีก ไปซื้อใหม่ดีกว่า

เรื่องของเรื่อง ในตอนนี้ผมกำลังจะเปิดเทอมแล้ว แน่นอนไม่ใช่เปิดเทอมม.6 แต่เป็นการเปิดเทอมในระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ 4 โอ้ววว....ม่ายยยย.....นี่ผมกำลังจะเรียนจบแล้วหรือนี่ เท่ากับว่าสิ่งที่ผมเล่าไปทั้งหมด มันคือความคิดถึงและโหยหาถึงช่วงชีวิตเมื่อสมัยมัธยม! เลยอุปโลกน์ไปเองว่าผมเพิ่งเปิดเทอมม.6 แต่เล่าได้ไม่เนียนพอ จึงไหลยาวจนเข้ามหา'ลัยไปเลย ผมพอจะนึกออกแล้วว่าทำไมผมจึงมีความรู้สึกหลอกตัวเองเช่นนี้ เพราะวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมเห็นเด็กนักเรียนไปโรงเรียนในวันเปิดเทอมวันแรก ซึ่งภาพนั้นไปกระตุ้นต่อมอะไรในสมองของผมเข้า ลิ้นชักความทรงจำก็ดันทะลึ่งพรวดออกมาหมด ผมทำอะไรไม่ถูก จะเก็บกลับเข้าไปที่เดิมก็เสียดาย ไหน ๆ มันก็ออกมาหมดแล้ว ผมเลยนั่งดูความทรงจำเหล่านั้นไปพักใหญ่ จนผมมีอาการเพ้อเช่นนี้

เย้ยยย...ร้านปิด อดกินเลย

ไม่ต้องแปลกใจหากใครมีอาการเช่นเดียวกันกับผม เดาได้ว่าคนที่มีอาการแบบนี้ไม่ได้เรียนอยู่ชั้นมัธยมแน่นอน ไม่ได้หมายความว่าแก่แล้วจะต้องเป็นแบบนี้ เพราะไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม ถ้าหากได้ผ่านการใส่ชุดนักเรียนมาแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เห็นภาพเด็กใส่ชุดนักเรียน ลิ้นชักความทรงจำตรงนั้นจะทะลึ่งพรวดกระแทกใส่หน้าเข้าเต็ม ๆ เพราะฉะนั้นระวังให้ดี

วันต่อมา หน้าร้านขายน้ำผลไม้ปั่นมีป้ายเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า "ปิดถาวร" ผมแทบร้องไห้โฮออกมาเดี๋ยวนั้น ผมได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าถึงจะไม่ได้กินน้ำผลไม้ปั่นสูตรรวมมิตรนั้นแล้ว แต่รสชาติมันยังคงติดอยู่ในลิ้นชักความทรงจำของผม ดูท่าจะไม่ลืมง่าย ๆ ด้วยสิ 

 


D.M.Y วันเดือนปี - ost. final score