"ม.3 ปี 4 เรารักนาย" ธรรมดาของความรัก (ที่มากกว่านั้น)
posted on 25 Apr 2009 13:20 by goheng"ม.3 ปี 4 เรารักนาย" หนังรักวัยรุ่น ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ "ฉันรักเธอ"
ความรักของคน 4 คน เริ่มจาก MSN โปรแกรมแชทยอดฮิตของวัยรุ่นสมัยนี้ ซึ่งนำพาให้คน 4 คนมาพบกัน นัท (ศุภสิทธิ์ ชินวินิจกุล) หนุ่มน้อยม.3 ผู้ชื่นชอบการแชทใน MSN เป็นชีวิตจิตใจ เขาติดต่อกับเด็กสาวคนหนึ่งที่อยู่ภูเก็ตด้วยการแชทมาตั้งแต่สมัยม.1 โดยที่ไม่เคยเห็นหน้าจริง ๆ เลย ด้วยความเป็นเด็กเขาจึงยังไม่รู้ว่าความรักครั้งแรกได้ก่อตัวขึ้นช้า ๆ แล้ว เช่นเดียวกับ แจน (ชลธร ปรัชญารุ่งโรจน์) เด็กสาวม.3 คู่แชทของนัท ความไร้เดียงสาของเธอก็ยังไม่ทำให้เธอได้รู้จักกับความรักจริงจังเสียที
ในขณะที่ ธีร์ (คณิน บัดติยา) ทันตแพทย์หนุ่มปี 4 พี่ชายของนัท กำลังหน่ายกับผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาเขาเพียงเพราะหน้าตาและฐานะ ความรักที่แท้จริงคือสิ่งที่เขากำลังแสวงหา ความบังเอิญทำให้เขาได้พบกับ จูน (สโรชา ตันจรารักษ์) พี่สาวของแจนที่กำลังเปลี่ยนยางรถกระบะคันเก่าอยู่อีกฟากของถนน เขามั่นใจว่านี่คือรักแรกพบของเขา แต่สำหรับจูนแล้วเธอกลับไม่มั่นใจนัก
แล้วพรหมลิขิตก็นำพาให้หัวใจของทั้ง 4 เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก" ขึ้นมา นัทตัดสินใจบินไปหาแจนที่ภูเก็ต โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว ด้านธีร์เองด้วยความเป็นห่วงน้องชายจึงตามไปภูเก็ตเพื่อจะไปรับนัทกลับ เขาจึงได้พบกับจูนอีกครั้ง...
แม้หน้าหนังจะบ่งบอกว่าเป็นหนังรักวัยรุ่นธรรมดา ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่หากเจาะรายละเอียดกันลึกซึ้งแล้ว หนังเรื่องนี้มีอะไรมากกว่านั้น
ป้าจุ๊ จุรี โอศิริ มารับบท ป้าแหม่ม คนไข้ในการดูแลของแพทย์ฝึกหัดอย่าง ธีร์ การใช้นักแสดงรุ่นใหญ่อย่างป้าจุ๊ทำให้หนังดูมีน้ำหนักจากความสามารถในการแสดงแบบมืออาชีพ ในเรื่องป้าแหม่มคือเพื่อนสนิทของธีร์ ขอย้ำว่าเป็นเพื่อนสนิท เพราะระหว่างที่ธีร์กำลังพยายามจะพิชิตใจจูนอยู่นั้น ก็ได้ป้าแหม่มคอยให้คำแนะนำรวมไปถึงคอยยุให้ธีร์รู้จักที่จะต่อสู้เพื่อความรัก บทบาทของป้าแหม่มทำให้หนังดูมีความสวยงามขึ้น 'ความรักในมุมมองของคนแก่' ดูจะมีความลึกซึ้งมากกว่าวัยหนุ่มสาวเป็นไหน ๆ เช่นเดียวกับหนังรักหลายเรื่องที่นำความรักของคนแก่เข้ามาเปรียบเทียบกับความรักของวัยหนุ่มสาว ผู้กำกับ พุ เหมันต์ เชตมี ก็เคยนำคนแก่มาเสริมบทให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเรื่อง เซ็กซ์โฟน มาแล้ว แต่ก็น่าเสียดายว่าผู้กำกับไม่ได้สร้างป้าแหม่มให้มีเบื้องหลังพื้นเพมากกว่านี้ เป็นเพียงคนไข้แก่ ๆ ที่คอยสอนให้ธีร์เข้าใจเรืองความรักเท่านั้น
'ความรักระหว่างพ่อกับแม่' ก็ถูกดึงเข้ามาในเรื่อง ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล มารับบทแม่อีกครั้ง ในบทแม่ของจูนและแจน ที่พยายามจะสอนเรื่องความรักให้ลูก ๆ ด้วยการเล่าเรื่องสมัยที่ตนเองยังรักกับพ่ออยู่ แม้ทุกวันนี้พ่อจะไม่อยู่แล้วแต่ความรักที่มีต่อพ่อก็ยังไม่เสื่อมคลาย รักแท้ที่สวยงามของพ่อแม่ถูกจึงดึงเข้ามาแต่งเติมเพื่อเปรียบเทียบกับคู่ของตัวเอกทั้ง 4 คน
ดูเหมือนว่า 'ความตาย' จะเป็นสูตรสำเร็จในการสร้างหนังรักให้สะเทือนอารมณ์คนดู ซึ่งมันก็ทำได้ผลทุกครั้ง ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน ถึงแม้จะเป็นสูตรสำเร็จ แต่สามารถบอกได้คำเดียวว่า ผู้กำกับเลือกคนที่จะตายได้ถูกคนจริง ๆ การทำให้ตัวละครที่ทำให้คนดูหลงรักมาตั้งแต่แรก มาเสียชีวิตไปแบบดื้อ ๆ ส่งผลให้ความรู้สึกของคนดูไม่ต่างอะไรกับการสูญเสียคนรักไปจริง ๆ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายละเอียดของหนังให้ซึ้งกินใจมากขึ้น
แม้ผู้กำกับจะเคยสอบผ่านมาแล้วสำหรับ เซ็กซ์โฟนและรักจัง จากเสียงตอบรับจากผู้ชมที่เทให้คะแนนให้เป็นบวก แต่ก็ไม่ใช่เครื่องยืนยันความสำเร็จแต่อย่างใด ยังมองอีกมุมได้ว่าหนังสำเร็จเพราะนักแสดงนำ ที่นำนักร้องวัยรุ่นมาเป็นจุดขาย สำหรับเรื่องนี้เขาต้องพิสูจน์ผีมือความเป็นมืออาชีพด้านหนังรักโรแมนติกอีกครั้ง และวัดใจด้วยบทที่เรียกได้ว่าเขาทำการบ้านมาอย่างดีและใช้เวลานาน อีกทั้งแสวงหานักแสดงนำหน้าใหม่ทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ว่าหนังของเขาไม่ได้ขายดารา ซึ่งเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาทำได้จริง ๆ นักแสดงนำทั้ง 4 คนสอบผ่านอย่างสวยงาม อาจเป็นเพราะบทที่แสดงออกถึงคำพูดที่เป็นธรรมชาติมาก ฟังดูไม่บรรจงปั้นแต่งแต่อย่างใด ยิ่งฉากที่แจนและนัทนั่งแชท MSN กัน จะใช้คำพูดของตัวละครแทนตัวอักษรที่แชทกัน แสดงออกถึงความเป็นวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี (หากน้องโฟกัสคว้าหลายรางวัลในตำแหน่งสมทบหญิง จากบทเด็กวัยรุ่นที่หลงรักดารา เชื่อว่าแจม ชลธรก็อาจทำได้ในระดับเดียวกัน) ซึ่งแถมด้วยมุขตลกที่สามารถเรียกรอยยิ้มได้ ถึงแม้ในบางฉากบางตอนอาจทำให้คนดูรู้สึกเอียนกับบทรักที่เกือบจะน้ำเน่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตรักจริง ๆ ก็เป็นเช่นนี้
แน่นอนว่าหนังรัก คือการดำเนินเรื่องนำพาให้ตัวละครพระเอกและนางเอกได้มารักกัน จะสมหวังหรือไม่สมหวังก็แล้วแต่ความต้องการของผู้เขียนบท ที่สำคัญคือระหว่างทางที่นำไปสู่จุดจบของเรื่องนั้น จะต้องมีอุปสรรคขวางกั้นความรักของตัวเอกเพื่อสร้างแรงดึงดูดให้ติดตามจนจบ ลักษณะความรักแบบพ่อแง่แม่งอน ปรากฏให้เห็นในหนังเรื่องนี้มากจนเกินงาม ซึ่งเป็นในลักษณะอุปสรรคภายในของตัวละครเอกสองคน ที่พบเห็นได้ในความรักแบบวัยรุ่นทั่วไป แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดโฟกัสที่เราควรจะไปสนใจ ยังมีประเด็นความรักภายในครอบครัว ทั้งระหว่างพี่น้อง ระหว่างแม่กับลูก หรือระหว่างเพื่อนสนิท ซึ่งน่าสนใจกว่า ฉากที่เรียกน้ำตาคนดูอาจจะไม่ใช่ฉากรักระหว่างพระเอกกับนางเอก แต่อาจจะเป็นฉากรักฉากอื่นก็เป็นได้
จุดอ่อนของหนัง คือฉากโรแมนติก ที่มักปรากฏในหนังรักทั่วไป ชีวิตจริงอาจจะไม่เคยพบแต่สามารถพบได้ในหนัง อย่างฉากฝนตก จุดพลุ หรือขี่จักรยานตามเครื่องบิน ดูเป็นฉากที่พยายามใส่เข้าไปเพื่อให้เป็นหนังรักเช่นเดียวกับมิวสิควิดีโอเพลง แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฉากบังคับในหนังรักที่หลาย ๆ เรื่องก็มีเช่นกัน ส่วนจุดแข็งคงเป็นบททีรับส่งมุขตลกกึ่งหวาน ของตัวละครเอกทั้ง 4 คน ที่ดูสนุกชวนให้ยิ้มแก้มปริหรือขำกุ๊กกิ๊กได้
"ม.3 ปี 4 เรารักนาย" ได้สร้างความรู้สึก 'อิ่ม' ไปพร้อม ๆ กับรสชาติที่มีทั้ง 'ขำ หวาน เศร้า ซึ้ง' จนกลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์รักที่สมควรจูงมือคนรักไปดูอย่างยิ่ง


น๊านนานจะได้นั่งดูหนังรักในโรง
จะมีใครไปดูด้วยมั๊ยหว่าวหว่าหว่า
ยินดีๆทักทายๆนะครับ
เยี่ยมเยียนกันได้เสมอๆ
#1 By ชิงช้า&ม้าหมุน on 2009-04-25 20:49